The Pulse | Security | South Asia

สล็อตฝาก100ฟรี100: India Should Talk to China About Afghanistan

gclub world1️⃣LOOK618,ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 78.48 จุด หรือ 0.28% ปิดภาคเช้าที่ 27,928.97 จุดเนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าทางการจีนจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากธนาคารกลางจีนเพิ่งประกาศปรับลด RRR ลง 1%ส่วนความกังวลว่าบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน TAE สัดส่วน 51% จะขายหุ้นนั้น เชื่อว่า LANNA ไม่ขายหุ้นออกไปแน่ เพราะขณะนี้ TAE สร้างผลกำไรได้ดี และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 56 ที่ 1.7 เท่า มาเหลือ 1.1 เท่าในปี 57โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็น 50% จากเดิม 37.5% เนื่องจากในปีก่อนรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยประมาณ 16 เมกะวัตต์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 30 เมกะวัตต์ภายในปีนี้ และในปี 59 จะเพิ่มเป็น 50-60 เมกะวัตต์ ด้านนักลงทุนในตลาดการเงินจับตาดูนโยบายการจ่ายเงินปันผลของเทสโก้อย่างใกล้ชิด หลังบริษัทระบุในเดือนม.ค.ว่าจะไม่จ่ายเงินปันผลขั้นสุดท้ายสำหรับปีนี้ รวมทั้งจะรอดูแถลงการณ์ความคืบหน้าของการที่บริษัทถูกสำนักงานปราบปรามการฉ้อโกงรุนแรงของอังกฤษ (SFO) เข้าตรวจสอบกรณีที่บริษัทระบุตัวเลขกำไรเกินจริงถึง 263 ล้านปอนด์โดยคาดว่าปริมาณยอดขายในไตรมาสที่ 1/58 จะทรงตัวจากปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 43 ล้านลิตร ในขณะที่อัตรากำไรน่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้ ยังมองว่ากำไรของ EA ในไตรมาสที่ 2/58 น่าจะเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้จากโครงการแสงอาทิตย์โครงการที่ 3 เต็มไตรมาสอย่างไรก็ตาม PRECHA ชี้แจงว่าบริษัทไมมีพัฒนาการใดๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือสารสนเทศที่มีนัยสำคัญที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในระยะเวลาอันใกล้ เช่น การเพิ่มทุน การร่วมทุน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อพิพาทที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2558-2560 บริษัทจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรได้ไม่ต่ำกว่า 54% และคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ โดยจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปีเพื่อให้เพียงพอต่อภาระผูกพันทางการเงินที่มีปีละ 800-1,000 ล้านบาทในปี 2559-2560 และการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอตามนโยบายบริษัททั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 9.4 ดอลลาร์ หรือ 0.79% ปิดที่ระดับ 1,203.10 ดอลลาร์/ออนซ์, สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 11.9 เซนต์ ปิดที่ 16.008 ดอลลาร์/ออนซ์, สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 3.7 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,152.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 2.15 ดอลลาร์ ปิดที่ 774.55 ดอลลาร์/ออนซ์*ROJNA แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน?แนวรับ 5.70 บาท แนวต้าน 6.50 บาท หุ้นแนะนำภาคบ่าย:เก็งกำไร SPALI (ราคาที่ลดลงสะท้อนมุมมองเชิงลบปีหน้าไปแล้วขณะที่การเปิดโครงการใหม่จำนวนมากในไตรมาส 2/58), ADVANC (หุ้น High yield จะน่าสนใจขึ้นจากการปรับลดดอกเบี้ย)WORK ซื้อ ราคาหุ้นดีดฟื้นตัวขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 14 วัน บริเวณ 40.50 บาท หากผ่านได้เป็นจังหวะซื้อตาม มีเป้าหมายบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนที่ 42.00 บาทTechnical SET range: 1,565-1,575,นายยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจโรงพิมพ์ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะยังสามารถมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) ปีละกว่า 150 ล้านบาท โดยล่าสุด EPCO จะได้รับงานพิมพ์เพิ่มเข้ามาอีก เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2/58สำหรับแผนการเพิ่มทุนอาจจะออก PP บางส่วน พร้อมทั้งขายหุ้นของผู้ถือหุ้นบางส่วนในราคาระหว่าง 5-7 บาท เพื่อให้ได้เงินทุนราว 1,000 ล้านบาทมาใช้ในการลงทุนด้านนักลงทุนในตลาดการเงินจับตาดูนโยบายการจ่ายเงินปันผลของเทสโก้อย่างใกล้ชิด หลังบริษัทระบุในเดือนม.ค.ว่าจะไม่จ่ายเงินปันผลขั้นสุดท้ายสำหรับปีนี้ รวมทั้งจะรอดูแถลงการณ์ความคืบหน้าของการที่บริษัทถูกสำนักงานปราบปรามการฉ้อโกงรุนแรงของอังกฤษ (SFO) เข้าตรวจสอบกรณีที่บริษัทระบุตัวเลขกำไรเกินจริงถึง 263 ล้านปอนด์ โดยวันนี้ กระทรวงการคลังได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ Nano-Finance จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1) บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด 2) บริษัท ไทยเอซ แคปปิตอล จำกัด 3) บริษัท แมคคาเล กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) 4) บริษัท สหไพบูลย์ (2558) จำกัด ทั้งนี้ บริษัททั้ง 4 แห่ง จะเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ Nano-Finance ทันที และคาดว่าจะสามารถเริ่มให้สินเชื่อ Nano-Finance ได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2558ส่วนทางด้านการซื้อขาย SET50 DW วานนี้ วอลุ่มเทรดเบาบาง ท่ามกลางดัชนีหลักทรัพย์อ้างอิงที่ปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดย SET50 ปิดตลาด +0.6% ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า S50M15 ปิดปรับตัวขึ้น +0.5% ส่งผลให้ Call DW ปรับตัวขึ้นตามและเป็นที่สนใจของนักลงทุน ตัวอย่างเช่น S5028C1506B ซึ่งปรับตัวขึ้น +6.7% BAY โชว์เทพ กำไร Q1/58 โตกว่า 30% มาที่ 4.33 พันลบ. ฮั่งเส็งปิดเช้าพุ่ง 574.82 จุด ขานรับจีนลด RRR。

นอกจากนี้ บริษัทยังวางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ(Premium Value Products)เป็นระดับ 60% ของปริมาณขายรวมภายใน 3 ปีข้างหน้า จากที่คาดระดับ 40% ในปีนี้ โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ ,พลังงาน เป็นต้นSCC มูลค่าการซื้อขาย 1,562.53 ล้านบาท ปิดที่ 536.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท,ทั้งนี้ นักลงทุนบางส่วนให้ความสนใจ DW บนหุ้นวัสดุก่อสร้างและหุ้นธนาคารด้วย เช่น Call DW บนหุ้น TMB และ TPIPL และรวมทั้ง Call DW บนหุ้นเทคโนโลยี เช่น TRUE โดย DW28 ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนได้แก่ TRUE28C1512A, TPIP28C1509B และ TMB28C1507A เป็นต้น ส่วนทางด้านการซื้อขาย DW บนดัชนีหลักทรัพย์ วานนี้มีแรงซื้อขายทั้ง Call และ Put โดยสำหรับ DW28 มีสัดส่วนการซื้อขาย Call มากกว่า Put เล็กน้อย นำโดย S5028C1506BWORK ซื้อ ราคาหุ้นดีดฟื้นตัวขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 14 วัน บริเวณ 40.50 บาท หากผ่านได้เป็นจังหวะซื้อตาม มีเป้าหมายบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนที่ 42.00 บาทด้านนักลงทุนจับตาดูการเจรจาปัญหาหนี้กรีซอย่างใกล้ชิด หลังจากรมว.คลังเนเธอร์แลนด์เปิดเผยว่า การเจรจาหนี้กรีซมีความคืบหน้าและคาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงกันได้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ นอกจากนี้มีรายงานว่า นายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรีกรีซ จะพบปะหารือกับนางอังเกรา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในวันพฤหัสบดีนี้ นอกรอบการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป (EU) ที่กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งการพบปะกันครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ของกรีซและตัวแทนของกลุ่มประเทศเจ้าหนี้กำลังเจรจากันที่กรุงปารีส ,อนึ่ง บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมายหากปรากฏว่ามีการกระทำของหน่วยงานหรือบุคคลใดที่ขัดต่อกฎหมายและมีผลเสียหายกับบริษัทฯ บริษัทฯอาจมีความจำเป็นต้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญารวมทั้งตามกฎหมายปกครองหรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทฯจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไปธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/58 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 9.41 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 4.93 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.97 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 4.70 บาทต่อหุ้น แนะนำซื้อ SGP โดยมีแนวรับที่ 12.80 และ 12.60 และมีแนวต้านที่ 13.60 และ 14.20 เป็นจุดขายทำกำไรภายหลังธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด บริษัทมีหนี้สินลดลงเล็กน้อยเป็น 1,907 ล้านบาทในปี 2557 จาก 2,161 ล้านบาทในปี 2556 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่เข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มทุนของบริษัทเองและการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 48.3% ในปี 2557 จาก 62.9% ในปี 2556 อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องของบริษัทอ่อนแอลงในปี 2557 โดยบริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2.1 เท่าในปี 2557 เทียบกับ 3.7 เท่าในปี 2556 และมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 4.8% ในปี 2557 เทียบกับ 6.3% ในปี 2556 สภาพคล่องที่อ่อนตัวลงส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุมาจากการมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการมีภาระค่าเช่าดำเนินงานจากการที่บริษัททำสัญญาเช่าระยะเวลา 10 ปีกับ SSTSS,อนึ่ง สาเหตุที่คาดว่าส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งแรงวานนี้คาดว่ามาจากประเด็นมีข่าวลือว่ากลุ่มนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่มีทุนจดทะเบียน 1,500 ล้านบาท อยู่ในระหว่างเตรียมการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือPRECHAจากผู้ถือหุ้นใหญ่รวมกันกว่า 40% ในราคาเฉลี่ย 4 บาทสำหรับโรงไฟฟ้าระยองที่หมดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้วนั้น จะทำให้กำไรที่เคยได้รับจากโรงไฟฟ้าระยองหายไปราว 400 ล้านบาท/ปี ขณะที่กำลังพิจารณาถึงการขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าออกไป ส่วนพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านั้นกำลังพิจารณาถึงการจัดตั้งเป็นสวนอุตสาหกรรม หรือเตรียมพื้นที่รอไว้ในกรณีที่รัฐบาลจะเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (IPP) รอบใหม่ในอนาคต,4.60 4.78 TGCI ให้หุ้นตัวนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประเด็นที่มองขณะนั้นคือข่าวเกี่ยวกับเรื่องการได้พันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจ และมีโอกาสที่จะทำให้บริษัทปั๊มยอดขาย รวมทั้งการส่งออกดีขึ้นอย่างน่าสนใจ ประกอบกับในปีที่ผ่านมาผลกำไรอยู่ในระดับสวยงามจากการขายอสังหาเพื่อการลงทุน 170 ล้านบาท และธุรกิจปกติก็มีกำไรกว่า 100 ล้านบาท ค่า PE ของหุ้นจึงถือว่าต่ำกว่าบริษัทในกลุ่มเดียวกัน และที่เป็นประเด็นร้อนก็คือเรื่องของการขายที่ดินบริษัทมูลค่าราว 1.5 พันล้านบาทให้ญี่ปุ่น ตัวนี้หากเกิดขึ้นจริงและบันทึกกำไรลงในครึ่งแรก จะทำให้ผลประกอบการปี 58 นี้ก้าวกระโดดสุดๆ เลยก็กว่าได้ คาดว่าปีนี้เราน่าจะเห็นกำไรกระโดดเฉียด 600 ล้านบาท ราคาเป้าหมาย PE 15 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่ท 20 เท่า จะได้เป้า 6.20 บาท เห็นอาการหุ้นตอบรับแรงแบบนี้เก็งกำไรตามน้ำต้าน 4.40 บาทขอให้รวย SET ปิดเช้าบวกตามภูมิภาค ขานรับจีนใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ SET ปิดเช้าลบ 4.66 จุด ตลาดแกว่งแคบ รับแรงกดดันหลังราคาน้ำมันปรับลง CPF-CRESH กอดคอกันร่วง เหตุรับผลกระทบอียูให้ใบเหลืองประมงไทยนอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเสริมจุดแข็งให้ วุฒิศักดิ์ ในการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดความงาม ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างความเจริญเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต และสอดคล้องกับกระแสธุรกิจสุขภาพและความงามที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตอย่างโดดเด่น、บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (21 เม.ย.) คาดว่ากำไร TASCO ในไตรมาส 1/58 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง 625 ล้านบาท โดยประเมินผลประกอบการจะยังโดดเด่น และทำสถิติสุงสุดใหม่ต่อเนื่องสู่ระดับ 625 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน 20% จากไตรมาสก่อน และปีก่อน 146% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจาก ต้นทุนน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ปรับลดค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(Ft) งวดใหม่สำหรับเดือนพ.ค.-ส.ค.58 ลง 9.35 สตางค์/หน่วย มาที่ระดับ 49.61 สตางค์/หน่วย หลังต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ โดยการปรับลดค่าเอฟทีดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้ารวมในงวดใหม่ปรับลดลงด้วยเช่นกันSTPI* (17.20 บาท)สัญญาณ: ซื้อเครื่องชี้: ดีแนะนำ: เก็งกำไรเร็วความเห็น: แรงเหวี่ยง 17.80; ให้ขายตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 17。

Like India, China is concerned that Taliban-ruled Afghanistan could be a safe haven for Islamic militants.

India Should Talk to China About Afghanistan

With the Taliban’s advance, Afghan militiamen join the Afghan defense and security forces during a gathering in Kabul, June 23, 2021.

Credit: AP Photo/Rahmat Gul

As U.S. troops withdraw from Afghanistan, multiple regional powers are descending upon the country to create ties with friendly factions of the Taliban and to secure their interests. Yet, one country stands to lose more than most.

For the past several years, India has made Afghanistan its pet project for state-building, pouring in close to $1 billion – and possibly more – to fund schools, hospitals, and other infrastructure in war-torn areas. India has also invested heavily in building Afghan democratic institutions. It provided funds to develop a robust media sector, built the Parliament building, and helped develop an election process.

But much of this was made possible by the security cover offered by U.S.-led coalition troops. During the Taliban’s five-year stint in power before the U.S. invasion of 2001, India had accused the Taliban of providing a safe haven to militants that were fighting India in Kashmir. In 2014, the Indian consulate in the city of Herat had come under fire from militant groups with suspected links to Pakistan.

Now, with the U.S. gone and the Taliban advancing once more, not only are India’s investments in Afghan democracy being laid to waste, India is also left with no allies to depend on in the country. In many ways, the U.S. withdrawal resets Afghan politics to its pre-2001 state, and New Delhi fears that Kashmiri militants will once more use the Taliban’s control over Afghan territory as a safe haven.

This is where India could find some common ground with an unlikely ally: China. In recent days, India has been scrambling to hold dialogue with Iran and Russia, in an effort to control the Taliban and uphold some stability across Afghanistan. Yet, in the absence of the U.S., China will likely emerge as the only power in the region large and influential enough to contain the Taliban.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

China has long been bothered by the threat that militancy in Afghanistan and Central Asia poses to its own economic and security interests. Last month, China announced that it intends to expand the Belt and Road Initiative to Afghanistan – an effort that could be jeopardized by fighting and violence in the country. Just as importantly, Beijing is wary that a Taliban-ruled Afghanistan could act as a potential safe haven for separatist groups in Xinjiang.

In recent years, China has been preparing for the inevitable in Afghanistan by cultivating its own ties with the Taliban. In June 2019, the Taliban’s deputy leader, Mullah Abdul Ghani Baradar, visited Beijing. Months later, another nine-member Taliban delegation traveled to Beijing, amidst the deal-making with the U.S.

The Taliban, too, has been courting Beijing, in an effort to build some international legitimacy and secure much-needed investment. In a recent interview, Taliban spokesperson Suhail Shaheen called China a “welcome friend” and said that the group will guarantee the safety of Chinese investors and workers.

India should pay close attention to these dynamics. Analysts in New Delhi are wary of a potential China-Pakistan nexus in Afghanistan, which will prop up the Taliban and aim to weaken India’s hand in Kashmir. Indeed, in the aftermath of the clashes in Ladakh between India and China – and the ensuing stalemate – China may find that strategy alluring.

Yet, owing to China’s ambitious economic projects in Central Asia, and Beijing’s ideological differences with the Taliban, India may still be able to find some space to cooperate with China in Afghanistan. In May, China held a summit with key Central Asian countries to cooperate on curbing militancy in Afghanistan and “create a safe Silk Road.”

New Delhi must make sure that it is not left out of this loop. India should seek to establish dialogue with China on Afghanistan, identify and establish common interests, and cooperate over outreach to different factions within the Taliban.

When the U.S. flew into Afghanistan two decades ago, India found itself upstaged by Pakistan in dictating American foreign policy moves in the country. New Delhi has a more credible presence in Afghanistan today than it did in 2001, but it needs to make sure that it does not find itself playing catch-up once again.