Interviews | Diplomacy | South Asia

free scorpion solitaire: Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

ข่าวล๊อตเตอรี่วันนี้,KCE ราคาปิด 65.00 แนวรับ 64.50 แนวต้าน 67.00คำแนะนำของ ASLซื้อระยะสั้นเมื่อยืนแนวรับหลัก 1.52 ระหว่างวันมีแนวรับ 1.56 แนวต้าน 1.70 / 1.79 ,ทยอยซื้อสะสมและสั้นๆ รอ Follow Buy เหนือ 274.00 บาทนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานของธุรกิจเอทานอลในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้า โดยปริมาณการผลิตและขายอยู่ที่ 105 ล้านลิตร ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ทำได้แล้ว 77 ล้านลิตร และคาดว่าราคาขายเฉลี่ยทั้งปีไม่น่าจะต่ำกว่า 25 บาท/กิโลกรัม จากช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ราคาเฉลี่ยที่ 25.20 บาท/กิโลกรัมโดยหมวดธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นในงวด 9 เดือนและในไตรมาส 3/2558 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ทั้งด้านยอดขายและกำไรสุทธิ มี 4 หมวดธุรกิจคือ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งเกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ รวมถึงหมวดยานยนต์ซึ่งฟื้นตัวจากการส่งออกราคาปิด 1.98 แนวรับ 1.96-1.93 แนวต้าน 2.04-2.06 , 2.10-2.20STOP LOSS สถานะ Long ถ้า TRUEZ15 ปรับลดลงหลุด 9.13 ลงไปราคาหุ้นบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 11.50 บาท บวก 1 บาท หรือ 9.52% สูงสุดที่ 11.70 บาท ต่ำสุดที่ 10.60 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 778.54 ล้านบาท ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 15 บาท、 PSL เตรียมออกหุ้นกู้ขายนักลงทุนในประเทศ แต่งตั้ง KTB เป็นผู้จัดการขายทั้งนี้หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทุก 1 บาท/ดอลลาร์ จะทำให้บริษัทมีผลขาดทุนทางตัวเลขบัญชีราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่มาจากภาษีรอจ่าย และเงินกู้ยืมที่ส่วนใหญ่เป็นเงินสกุลดอลลาร์ แต่ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท/ดอลลาร์ บริษัทก็จะมีผลกำไรทางบัญชีราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องทางบัญชีเท่านั้น ไม่ได้กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทแต่อย่างใด,สำหรับงบลงทุนในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงปีนี้ที่ราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการลงทุนตามแผนและรักษาระดับการผลิตในระดับเดิม ขณะที่วางเป้าหมายจะรักษาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยไม่ให้เกิน 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงมาที่ 40.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีต้นทุนการผลิตในระดับ 42.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลICHI/15.10JAS = 5.15 / 5.25, AOT = 320 / 325, IRPC = 4.40 / 4.44, MTLS = 21.50 / 22.00, PTT = 270 / 274แนวรับ 1,390* จุด แนวต้าน 1,400-1,405 จุดโดยบริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก บริษัท ทริสเรทติ้งที่ระดับ BBB แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงผลการดำเนินธุรกิจที่ยาวนานและสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัท จากการเป็นผู้นำธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองในประเทศและภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งมีการบริหารแบบมืออาชีพ โดยคณะผู้บริหารและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ?JAS มูลค่าการซื้อขาย 815.98 ล้านบาท ปิดที่ 5.15 บาท ลดลง 0.05 บาทแนวต้าน 3.20-3.30 บาทนักวิเคราะห์กล่าวว่า มีแรงเทขายดอลลาร์ทั่วกระดาน เนื่องจากไม่มีเรื่องที่น่าประหลาดใจจากรายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนต.ค.ที่เพิ่งมีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างแสดงท่าทีสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงิน ,โดยปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่คือ โรงงานของบริษัท เถ้าแก่น้อย ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ มูลค่าโครงการรวมงานระบบ 320 ล้านบาท โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย มูลค่าโครงการ 430 ล้านบาทด้านสัญญาณทางเทคนิคแข็งแกร่งทั้งรายวันและรายสัปดาห์เป็นบวก ถ้าเดือนนี้ ราคาหุ้นปิดเหนือ 25.50 บาท จะเกิดสัญญาณซื้อรายเดือน และน่าจะสามารถทำ New high ต่อได้ ทั้งนี้ มองราคาเป้าหมายที่ 27.93 บาท (Bloomberg consensus)จากการลดลงของราคาหุ้น WHA ในช่วง 2 วันกว่า 10% นั้น คาดมาจากความกังวลของตลาดต่อสถานการณ์ของบริษัท ที่มาจากประเด็นของผู้บริหาร ซึ่งเรามองว่าตลาดมีความกังวลมากเกินไป จากผู้บริหารเดิมทั้ง 2 ท่าน คือ นพ.สมยศ และ นางจรีพร ยังคงมีบทบาทในการบริหารบริษัท โดยนางจรีพรได้เลื่อนขึ้นมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นพ.สมยศดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ กรรมการ และกรรมการบริหารของบริษัทนอกจากนี้คณะกรรมการบริษัท อนุมัติให้บริษัทรับบริการด้านเทคนิค และชำระค่าบริการสำหรับปี 59 มูลค่าไม่เกิน 25,020,000 บาทให้แก่บริษัท โซลเวย์ เอส.เอ. ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของผู้ถือหุ้นของบริษัท。

สำหรับปี 58 บริษัทฯคาดกำไรสุทธิจะเติบโตราว 20-30% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 28.5 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 4/58 จะมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าแม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ เข้ามา ส่วนรายได้ปีนี้ก็น่าจะเติบโตดีกว่าปีก่อน จากปีก่อนมีรายได้อยู่ที่ 258.26 ล้านบาทหุ้นแนะนำ : Earning Momentum BA SPALI KCE MTLS, KBANK คาดสินเชื่อรวมปี 59 โต 6-7% ภายใต้คาดการณ์ GDP โต 3%, ดอลล์อ่อนค่าจากแรงขายทำกำไรหลังพุ่งแรงส่วนผลการดำเนินงานในปีนี้บริษัทมั่นใจกำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุด (New High) ใหม่ หลังจากที่กำไรสุทธิ 9 เดือนที่ผ่านมาทำได้ 271.52 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 301.16 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตของกำไรสุทิเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ในปีนี้เติบโตได้ 16% ส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลงสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานเมื่อวันพุธว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 พ.ย. เพิ่มขึ้น 252,000 บาร์เรล สู่ระดับ 487.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วอยู่ 106.2 ล้านบาร์เรล และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน, สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) PTT มูลค่าสูงสุด 272.36 ลบ. ระหว่างวันเงินบาทยังเคลื่อนไหวตามทิศทางภูมิภาค ทำ High 35.80 บาท/ดอลลาร์ ทำ Low 35.64 บาท/ดอลลาร์ นักบริหารเงินกล่าว สำหรับทิศทางวันจันทร์มองว่าน่าจะยังเคลื่อนไหวในกรอบ 35.65-35.80 บาท/ดอลลาร์ DW28 เผย ขายสุทธิ Call DW บนหุ้น WHA หลังราคาบวกแรงกว่า 23% ด้านเอเชีย ทางการจีนประกาศให้เริ่มกลับมาขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นจีนได้ และจะต้องติดตามผลการประชุม ASEAN SUMMITระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 24-26.50 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 23.90 บาทโดยนักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.65-35.85 บาท/ดอลลาร์โดยนายวรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำซื้อหุ้นบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC มีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการภาครัฐที่จะช่วยหนุนกำไรปีหน้าให้เติบโตโดดเด่น โดยล่าสุด STEC ชนะการประมูลรถไฟฟ้าทางคู่สายฉะเชิงเทรา-แก่งคอย มูลค่า 9,800 ล้านบาท ทำให้มีโครงการในมือเพิ่มแตะระดับ 5 หมื่นล้านบาท และในเดือนธันวาคม STEC จะเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟทางคู่อีก มูลค่า 4.3 หมื่นลานบาท และยังมีงานใหม่ ๆ จากภาครัฐรออยู่อีกมากในอนาคต นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าปีหน้ากำไรของ STEC โตได้ 12% (Consensus จากสมาคมนักวิเคราะห์) และคาดว่าน่าจะมีการปรับประมาณการณ์กำไรปีหน้าเพิ่มขึ้นไปอีก,ส่วนในปีหน้า ตั้งเป้าการผลิตและขายเอทานอลเพิ่มเป็น 115 ล้านลิตร หรือมีการใช้กำลังการผลิตราว 95-96% โดยปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะการสนับสนุนจากภาครัฐบาลได้ผล ขณะที่ต้นทุนโมลาสในเดือนธ.ค.นี้ถูกลงกว่าเดิม โดยฤดูกาลใหม่ราคาเปิดที่ 4,200 บาท/ตัน จากฤดูก่อนหน้าอยู่ที่ 4,500 บาท/ตัน ทำให้ต้นทุนผลิตเอทานอลถูกลงเกือบ 1 บาท/ลิตร แต่จะถูกกดดันจากราคาขายที่ถูกลง 1 บาท/ลิตรเช่นกัน、armortech swtor、ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ EA (รับ 24.50 ต้าน 27.00 cut 23.80) ช่วงบ่าย: คาดแกว่งบริเวณ 1,385-1,395 จุด ส่วนภาพสัปดาห์หน้า หากขึ้นยืนเหนือ 1,395 จุดได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น ส่วนกรณีหลุดต่ำกว่า 1,385 จุด จะลงมาหาบริเวณ 1,370-1,375 จุด ซึ่งเรายังใช้จุดนี้พิจารณา หากไม่ต่ำกว่า ยังมอง SET จะฟื้นตัวได้อยู่ ประเด็นสัปดาห์หน้า ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ (PMI และ GDP) ซึ่งหากดีกว่าคาด จะเพิ่มน้ำหนักที่ว่าเฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยใน ธ.ค. ซึ่งมองปัจุบัน ตลาดตอบรับในทางบวกมากกว่าแล้ว (เชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัว) กลยุทธ์ หากไม่ต่ำกว่า 1,370-1,375 จุด ยังเป็นจังหวะซื้อเก็งกำไรหรือซื้อดักการฟื้นตัวของตลาด。

“There is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition.”

Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

India has big power ambitions but is still far away from realizing it. Despite its massive population, economic heft and military might, India’s global influence remains limited and it is punching way below its weight on global issues. In his book “Flying Blind: India’s Quest for Global Leadership,” published by Penguin Random House, author Mohamed Zeeshan says that India’s fence-sitting on major geopolitical issues is costing the country dearly. He argues in favor of India supporting democratic values and processes abroad.

In an email interview with The Diplomat’s South Asia editor, Sudha Ramachandran, Zeeshan discusses how India must deal with its South Asian neighbors and why it must “avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China.”

You say that fence sitting is “responsible for India’s lack of influence” in the world. Could you explain?

When I think of “influential powers,” I think of countries that are able to consistently represent and fulfill the interests of allies or constituents abroad, so that their own welfare becomes integral to the welfare of the allies. India does not have the military and economic capabilities of the U.S. yet, but given its size, demographics, arms imports, and other things, it’s still very important. The problem for India is that it does not take a consistent or coherent stance on sensitive political questions that are important to other countries.

On most geopolitically sensitive issues around the world, India is entirely absent and has no stance, but even when it takes a stance, it is not clear or consistent. Indian diplomats often say that they represent democratic values, but India is afraid to commit support to democratic movements. If India thinks that supporting pro-democracy activists is not in its interest (and in my book, I argue that it most certainly is), then it should commit its support to authoritarian leaders – as some world powers do, under the garb of protecting state sovereignty. But India isn’t able to commit support one way or the other reliably, in a way that is consistent with its own interests and therefore sustainable for any length of time.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

While fence-sitting on issues may be problematic, don’t you think that not taking sides between “sworn enemies” enables a country to do business with both sides (as with Iran and Saudi Arabia)?

For smaller powers, this is true, but I think that India – largely owing to its extraordinary size – has crossed the point where countries that are angry can simply say that they won’t do business with India. Whether Iran likes the West or not, it has to do business with the West, which is why it hankers after the removal of sanctions. I think that we can say the same for India; countries would like more access to India’s large consumer market.

As I write in my book, India was – for decades – a very vocal supporter of the Palestinian cause. But that did not stop Israel from courting India, largely due to lucrative arms deals. If India can do this with Israel, why is New Delhi afraid of taking a stand elsewhere?

In your book, you call on India to support democracy and democratic values abroad. How should India deal with authoritarian democracies like Sri Lanka, for instance?

I write in my book that the neighborhood is very tricky for India. It’s easier for India to stand up for democratic values in Somalia or Syria than in South Asia, because the neighbors can do damage by courting China.

Authoritarian democracies are trickier than undemocratic states, because majoritarian politics in these countries enjoy electoral support and, therefore, greater public legitimacy. In such countries, like Sri Lanka, back-door diplomacy is wise: mediating between communities and factions, towards well-defined objectives, rather than questioning the legitimacy of the government.

Pakistan gets just limited attention in your book. It doesn’t figure in the cooperative initiatives you suggest for South Asia. Why? Have you given up hope, at least for now, on India-Pakistan relations improving?

I think India-Pakistan relations are going to ebb and flow. We’ve just seen this now with the latest attempt at backdoor talks; they seem to have petered out very quickly. There are very fundamental differences on the two sides which make a sustainable thaw unforeseeable. The absence of hostilities with India is a significant threat to the Pakistani military’s standing and influence within Pakistani politics. Even for civilian politicians, owing to deep-rooted mistrust and misinformation, painting India as anything other than an enemy will be political suicide. And now, with India under the grip of Hindu majoritarianism, the incentive for peace has also diminished in New Delhi.

But by obsessing on Pakistan, India is wasting opportunities for integration across the rest of the region. In fact, if India can integrate the rest of South Asia – and produce developmental gains as a result – it could even help build a case within Pakistan to drop old animosities and join these efforts, for Pakistan’s own economic benefit. We have seen this happen in Southeast Asia and Europe, and there is no reason why it can’t happen in South Asia.

For the success of its global power project, India needs the support of its South Asian neighbors. In your book you say that they have to believe that a strong and powerful India is in their interest. That means they will have to see their own welfare in India’s security and development. What should India do to convince them of this, especially at a time when they see their interests more in sync with what China has to offer (infrastructure)?

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The first thing India needs to do is avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China. No South Asian country wants a region dominated by China. They seek a healthy balance of power between India and China.

But due to geographical proximity and cultural ties, there are many things that India can provide which China can’t, which I enumerate in my book. For instance, a common visa for tourists from outside South Asia would boost tourism revenue for many countries. Only economic and cultural integration, which makes India’s neighbors a part of India’s growth, will create a stake for them in a strong and powerful India.

India’s greatest challenge, however, will be trust-building. There is a lot of mistrust and cynicism on all sides, and as I argue in my book, India is not blameless for the rather high-handed manner in which it has often behaved. I talk about the Friendship Treaties with Nepal and Bhutan in my book as one of several examples. India needs to be more charitable and respectful.

In your book you clearly favor India joining a global alliance with the U.S. You don’t discuss the Quad in your book, but how far would its partners in Quad, for instance, be willing to go to back?India in a military confrontation with either Pakistan or China?

Mutual defense partnerships are a chicken-and-egg situation. On India’s side, folks would wonder if the Quad will come to India’s aid. On the other side, Washington wonders if India will ever come to its aid.

There’s a clear overlap of interests. If India is able to play a more proactive role in Afghanistan – from a security angle – America is far more likely to trust India than stay committed to Pakistan. With regards to China, there’s a clear consensus in Washington that favoring and strengthening India will fulfill American interests. Similarly, in the aftermath of the Galwan clash, India now clearly believes that an Asia dominated by China is not in its interests.

So, if a mutual defense pact is to be worked out, there is a fair bit of common?ground to work with. But the big question is whether India wants a mutual defense pact with America. India has been the most skeptical Quad member, in terms of viewing the Quad as a potential military alliance.

But before jumping into such commitments in Asia, I think it’s wiser for India and the U.S. to build trust at an easier level – intelligence-sharing around the world, for instance, as I describe in my book.

You suggest the building of a “Delhi Consensus” coalition to grow India’s influence. Could you elaborate?

India is very unique, in that it is fairly advanced in some respects while still suffering from several developmental challenges. But I see these developmental challenges as a strength in diplomacy rather than a weakness, because the vast majority of the world’s population still faces many of these problems.

I think there is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition, which shares lessons and knowledge on what works and what doesn’t, in terms of development. If India organizes such a global effort, it will also bring several solutions for India’s own development problems.

India is already doing this in a fragmented manner through various bilateral initiatives under the Indian Technical and Economic Cooperation (ITEC) program, which builds state capacity in various developing countries, but if India can expand this into a multilateral give-and-take initiative, it would increase India’s influence in world affairs.

There are several emerging areas in global governance – digital economy, cybersecurity, e-governance and so on – which require norm-building and standardization at a global level, and a “Delhi Consensus” coalition would certainly be able to set the agenda on these issues. India has the technical capabilities, but it would require political will to bring countries together.