Features | Security

free solitaire games no download: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

สมาชิก ใหม่ ฟรี เครดิต 2020,ส่วนแผนการที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าว่า บริษัทยังมีความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพราะมีพันธมิตรที่มีความรู้ด้านโรงไฟฟ้าทำให้เชื่อว่าจะสามารถทำราคาได้ถูกกว่ารายอื่น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอทางการเปิดให้ยื่นเสนอขายไฟฟ้ารอบใหม่อยู่ทั้งนี้ แม้ราคาทองคำจะลงมาในระดับต่ำกว่าหน้าเหมืองบางแห่งแล้ว แต่ในระยะนี้ทองคำอยู่ในช่วงผันผวนจึงเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการซื้อขายทองคำหากเป็นนักลงทุนระยะยาวให้เริ่มซื้อเก็บได้เพราะหากยังซื้อขายในราคาต่ำกว่าเหมืองเช่นนี้โอกาสที่เหมืองจะลดปริมาณการผลิตมีสูงปัญหาอุปสงค์อุปทานจะช่วยฉุดราคาทอง ประเมินดัชนีคาดว่าจแกว่งตัวลงไปทดสอบแนวรับ 1,440 จุด เรามองการรีบาวด์จากระดับ 1,432 จุด ขึ้นมาราว 13 จุด ในภาคเช้า เริ่มมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคาร เราจึงมองการรีบาวด์จะยังไม่แข็งแรง โดยให้จับตาหุ้นกลุ่ม ICT (INTUCH, ADVANC, TRUE, DTAC) ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่นำดัชนี ในขาขึ้นรอบใหม่ ระยะสั้นยังเน้นหมุนรอบการทำกำไรให้เร็ว สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น ภายหลังจากที่ทางการจีนได้เข้ามาใช้มาตรการกระตุ้นตลาดจนทำให้นักลงทุนจีนมึความมั่นใจมากยิ่งขึ้น แต่นักลงทุนก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ส.อ.ท.ปรับประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี 58 มาที่ 2.05 ล้านคัน โดยเป็นการปรับลดเป้าการผลิตจากเป้าเดิมลง 100,000 คัน เช้านี้อ่อนค่าไปมากทำนิวไฮในรอบกว่า 6 ปี หลังราคาทองคำในตลาดโลกลดลง ทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์จากผู้ค้าทองคำในประเทศเข้ามามาก นักบริหารเงิน ระบุขณะที่รายได้ของบริษัทในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท ทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% เป็นผลมาจากการทยอยโอน 3 โครงการในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ ลุมพินี เพลส สุขสวัสดิ์-พระราม 2 ,ลุมพินี เพลส ศรีนครินทร์-หัวหมาก และลุมพินี พาร์ค รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้ามีการทยอยโอนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการกระจุกตัวในช่วงครึ่งปีหลัง,นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเรื่องนโยบายสาธารณะที่ทำให้เกิดปัญหาในเชิงฐานราก จนส่งผลให้เศรษฐกิจแสดงอาการเติบโตลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการอยู่ผิดที่ของแรงงาน ภาคเอกชนไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากไทยยังมีปัญหาหลายด้าน ได้แก่,PS/24.90 แม้พักตัวไปแต่ทั้ง Modi.Sto. และ MACD ยังส่งสัญญาณซื้อต่อเนื่อง แสดงแนวโน้มหลักที่ยังดีอยู่ เก็งกำไร แนวรับ 24.50 แนวต้าน 25.50, 26.25 cut loss 24.20 บ.ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วยว่า ภาคเอกชนมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีหากทีมเศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามาสามารถทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างรวดเร็วทั้งนี้บริษัทมีแผนงานที่ชัดเจนโดยตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลางให้บริการเดินเรือเฟอร์รี่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนที่จะนำไปขยายธุรกิจเพื่อรองรับการขยายกิจการ อาทิ ซื้อเรือเฟอร์รี่ลำใหม่ เพื่อให้บริการผู้โดยสารเดินทางได้สะดวก สบาย รวดเร็วและปลอดภัย อีกส่วนหนึ่งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ รวมทั้งการเข้าร่วมประชาคมอาเซียนในปลายปี 58โดยกลยุทธ์การขายโครงการของบริษัทร่วมทุนในโครงการต่อไปที่จะเปิดขาย คือ โครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 และโครงการอื่นๆที่จะเปิดใหม่ จะมีการเพิ่มสัดส่วนการขายให้กับนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิมที่ 20% เนื่องจากหลังจากบริษัทนำโครงการไปโรดโชว์ในต่างประเทศ อย่างเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวั่น ได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งยอดจองของนักลงทุนต่างชาติในโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 มียอดจองเต็ม 100% ของสัดส่วนที่เปิดขายให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ 40% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด Catalyst : รัฐบาลจะอนุมัติสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) พลังงานชีวมวลเป็นอันดับแรก ii) ปรับอัตราการรับซื้อไฟฟ้า จาก Adder เป็น Feed-in Tariff ทำให้กำไรสุทธิ โดยเฉพาะพลังงานชีวมวล ดีขึ้นราว 30.8% (จาก 3.47 บาท เป็น 4.54 บาท) iii) ภาคใต้นั้นยังมีช่องว่างของปริมาณสายส่ง (คาดราว 500-1,000 MW) ซึ่งเป็น Potential Growth สำหรับผู้ประกอบการพลังงานทดแทนในภาคใต้ บ.ย่อย TUF โดยหมายเรียกจากก.ยุติธรรมสหรัฐอเมริกา-ส่อแววกระทบดีลบัมเบิลบี ซื้อสุทธิ Call บน TPIPL และ SAMART หนาแน่นในวันพุธ ,โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ขยับขึ้น 0.1% แตะ 143.76 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียวทั้งนี้ นักลงทุนยังมีการซื้อสุทธิใน SET50 Call รุ่นอื่นๆ ด้วย เช่น S5028C1509C และ S5028C1509A เป็นต้น ส่วนทางด้านหุ้นรายตัวนักลงทุนให้ความสนใจ DW ในหลายกลุ่มหลักทรัพย์ โดยมีแรงซื้อสุทธิใน ITD28C1509A 4.5 ล้านหน่วย WHA28C1512A 2.1 ล้านหน่วย และ SAMA28C1512A 3.9 ล้านหน่วยตามลำดับ ส่วนทางด้านแรงขายสุทธิ มีแรงขายใน IRPC28C1509A 5.5 ล้านหน่วย TPIP28C1509A และ TPIP28C1509B รวม 7.3 ล้านหน่วย รวมทั้งมีแรงขายใน Call DW บนหุ้นพลังงานเช่น PTT28C1510A และ PTTE28C1512A ด้วยFORTH Trading buy ปิด 7.45 แนวรับ 7.4-7.2 แนวต้าน 7.7-7.9CPALL (BUY:[email protected]) : ช่วง 2Q58 คาดกำไรโต 32.4%YoY ด้วยแรงหนุนจากสาขาใหม่และการคุมค่าใช้จ่ายที่ดี ส่วนทั้งปี58 คาดพลิกกลับมาโต 30%YoY และโตต่อ 26%YoY ในปี 59 ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งพร้อมเติบโตต่อเนื่องระยะยาว อีกทั้งคาดเป็นบจ. ไม่กี่แห่งที่ยังเห็นการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นในปีนี้ จึงยังคงแนะนำ ซื้อ。

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมทองคำ กล่าวว่าวันนี้ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากทำจุดต่ำสุดที่ 1,080 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศไทย 96.5% ปรับลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือน อยู่ที่บาทละ 18,100 บาท เช้านี้อ่อนค่าไปมากทำนิวไฮในรอบกว่า 6 ปี หลังราคาทองคำในตลาดโลกลดลง ทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์จากผู้ค้าทองคำในประเทศเข้ามามาก นักบริหารเงิน ระบุ,ด้านมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ครึ่งปีหลัง บลจ.กสิกรไทย คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำหรือปรับลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีโอกาสปรับสูงขึ้นตามทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุนต่างชาติ、shooting games on poki、 ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 1.40 บาท และตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 1.22 บาท , นิกเกอิปิดบวก 90.28 จุด รับเยนอ่อน,ท่องเที่ยวสดใสรวมถึงมีโอกาสเติบโตที่ดีในอนาคต ขณะที่ระดับราคาดังกล่าวเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน และมีส่วนลดให้กับนักลงทุน เชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจนทำให้เข้ามาซื้อ หุ้นในกระดานเพิ่มเติมอีก,Res 208-220 / Sup 196-198แนวโน้มทางเทคนิคที่อ่อนตัวลงทดสอบแนวใกล้ 1.50 บาท เป็นแนวรับในรอบก่อนที่จะขึ้นแรง ขณะที่ RSI ผงกหัวขึ้นอาจเกิด technical rebound นอกจากนี้โครงสร้างกราฟกำลังฟอร์มตัวเป็น Head Shoulder จึงเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นได้ แนะนำเก็งกำไร นิกเกอิปิดบวก 90.28 จุด รับเยนอ่อน,ท่องเที่ยวสดใส ด้านอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ของบริษัทในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6.5% จากสิ้นปีก่อนที่ 6% เนื่องจากลูกค้าภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางที่มาซื้อโครงการของบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยกู้ และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ไม่ถึงเกณฑ์ของธนาคารที่ตั้งไว้ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่มีการปรับวงเงินดาวน์ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก 10% ของราคาโครงการที่ลูกค้าซื้อระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 5.50-6.50 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนาเก็งกาไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 5.45 บาททั้งนี้ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีนี้ทั้งรายได้และกำไรจะออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 1/58 และไตรมาส 2/58 ที่ผ่านมาลูกค้าทยอยโอนโครงการอย่างต่อเนื่อง และมีโครงการที่โอนในปีนี้เพิ่มมากขึ้น โดยในไตรมาส 1/58 บริษัทมียอดโอนอยู่ที่ 6 พันล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปีนี้คาดว่ารายได้และกำไรจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะโครงการที่จะทยอยโอนในครึ่งปีหลังมีมากกว่าครึ่งปีแรกอีกทั้งปัจจุบันการซื้อโครงการต่างๆของลูกค้าโดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม ลูกค้าจะให้ความสำคัญกับทำเลมากขึ้น ทำให้บางทำเลที่ไม่ได้รับความนิยมมียอดขายลดลงไปมาก ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทในปัจจุบันมีการปรับตัวลดลงอยู่ที่ 5-8% จากสิ้นปีก่อนที่ 10-12% เนื่องจากลูกค้าของบริษัทเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพSET50 Index Futures: รอบเช้าติดแนวต้าน 940 จุด โดยแตะ High 939.60 จุด คาดว่ากรอบบ่ายจะมีแรงขายทำกำไรกดดันบ้าง น้ำหนักแค่ขายทำกำไรรายทางของระยะ Trading ฉะนั้น Downside ไม่ลึก มีโอกาสแตะแนวรับ 933/931 จุดอีกรอบ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S P) ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือกรีซขึ้น 2 ขั้น สู่ระดับ CCC+ จากระดับ CCC- เนื่องจากปัญหาหนี้สินของกรีซเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี รวมถึงการที่กลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซน หรือยูโรกรุ๊ป ได้ตกลงที่จะให้จัดสรรเงินกู้ระยะ 3 ปีจากกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ให้แก่กรีซสำหรับประเด็นกรีซที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนนั้น รัฐสภากรีซจะลงมติในวันพุธนี้เพื่อรับหรือไม่รับมาตรการปฏิรูปธนาคาร และกระบวนการยุติธรรมตามข้อตกลงที่นายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรี ทำไว้กับกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ เพื่อแลกกับการได้รับความช่วยเหลือทางการเงินนอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเรื่องนโยบายสาธารณะที่ทำให้เกิดปัญหาในเชิงฐานราก จนส่งผลให้เศรษฐกิจแสดงอาการเติบโตลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการอยู่ผิดที่ของแรงงาน ภาคเอกชนไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากไทยยังมีปัญหาหลายด้าน ได้แก่ นักลงทุนจับตาดู EIA จะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ในวันนี้ ส่วนในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 438,000 บาร์เรล สู่ระดับ 57.1 ล้านบาร์เรล ขณะที่การผลิตน้ำมันดิบในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 9.562 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก นิกเกอิปิดเช้าร่วง 260.82 จุด หลังดาวโจนส์ดิ่ง。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?