The Debate

เครดิต ฟรี ไม่ ต้อง เทิ ร์ น: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

ส่งเงินบาทไทย m88 ทาง เข้า sbobet,ธุรกิจ : ให้บริการบริหารจัดทำการประชุมและการแสดงสินค้านานาชาตินอกจากนี้ ที่ประชุม กกร.ยังได้หารือหารือประเด็นปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ต้องการให้ภาครัฐผลักดันเพื่อเร่งรัดการส่งออก ตามที่ริเริ่มโดย รมว.พาณิชย์ใน 12 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย (1.)กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (2.)กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ (3.)กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร (4.)กลุ่มตลาด CLMV (5.)กลุ่มไลฟ์สไตล์ (6.)กลุ่มสิ่งทอและเครื่องหนัง (7.)กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (8.)กลุ่มวัสดุและบริการก่อสร้าง (9.)กลุ่มโลจิสติกส์ (10.)กลุ่มสุขภาพและความงาม (11.)กลุ่มดิจิตอลคอนเทนต์และการพิมพ์ (12.)กลุ่มสินค้าฮาลาลขอบคุณที่มา บล.เอเซีย พลัส, SET ปิดเช้าลบ 9.22 จุด WICE ซื้อ-ขายสูงสุด 1.71 พันลบ. TPAC หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่โหมดการพักตัวใน 6 วันถัดมา โดยมีรูปแบบของราคาคล้ายกับธงรูปสามเหลี่ยม หรือตามตำราเรียกว่า Pennant Flag KKC พุ่ง 4.39% แรงในรอบ 2 ปี 2 เดือน รับผลดีราคาทองแดงร่วงในรอบ 6 ปีPTTGC มูลค่าการซื้อขาย 730.92 ล้านบาท ปิดที่ 60.25 บาท ลดลง 1.00 บาทแนวรับ 3.16-3.24 บาท “ไพโอเนียร์ มอเตอร์” มั่นใจขาย IPO คึกคัก หวังระดมทุนขยายกำลังการผลิตด้านบทวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย แม้จะเป็นอีกครั้งที่ตัดสินใจยากระหว่าง ลด หรือ คง อัตราดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจยังต้องการยากระตุ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รวมถึงเราเชื่อว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยที่ 1.5% ในการประชุมพรุ่งนี้ เพราค่าเงินบาทอ่อนลงมากในช่วงที่ผ่านมา(1 เดือนที่ผ่านมา อ่อนค่ากว่าเงินสกุลเอเชีย 2%) และหากภาครัฐเร่งเบิกจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ กนง.จะได้เก็บกระสุนไว้ หาก กนง.คงดอกเบี้ย ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าชั่วคราวสำหรับแผนการใช้เงินลงทุนดังกล่าว ได้แก่ เงินจำนวน 300 ล้านบาท บริษัทจะนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้ในบางส่วนหรือทั้งหมดที่จะครบกำหนดในปี 58 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปของบริษัท โดยเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทางบริษัทได้มีการลงทุนทั้งในบริษัท และผ่านบริษัทย่อย (บริษัท เอเซียพัฒนาแลนด์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู 100%) ภายใน 12 เดือน นับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการเพิ่มทุนครั้งนี้,หุ้นบวกดัชนีมากสุด CPALL AOT BDMS PTTEP GLOW BH PTT EA RATCH IVLดัชนี SET อยู่ที่ 1,437.60 จุด +5.44 จุด +0.38% ปริมาณซื้อขาย 18,560 ลบ.PK (Hi-risk-Hi-return) เข้าเมื่อทะลุ 5.75 เล็งทำกำไรที่ 7.00 บาทนายณัฐชาต กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนแนะนำการถือหุ้นต่อไป โดยเพิ่มหุ้นแนะนำใหม่ 4 บริษัทซึ่ง ได้แก่ GL, FORTH, SCB, MCS พร้อมคงคำแนะนำต่อเนื่องอีก 16 บริษัท ได้แก่ IRPC, IFEC, BLA, TCAP, KKC, PTTGC, WHA, BANPU, IVL, SYNEX, SUPER, HANA, CEN, TVO, PTT, EVER*AJP แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน,SET ปิด 1,432.16-9.88?KTB มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 18.30 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 19.30 บาทสำหรับการร่วมลงนามครั้งนี้มี น.ส.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โซล่าร์เวอร์รูฟ จำกัด และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ QH เป็นผู้ลงนามDELTA ราคาปิด 85.00 บาทอนึ่ง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้ยื่น Filing version แรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 เนื่องจากบริษัทมีความต้องการจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 317.38 ล้านหุ้น โดยบริษัทเสนอขาย 71 ล้านหุ้น และผู้ถือหุ้นเดิมคือ บริษัท เอเชีย โกลด์ จำกัด เสนอขาย 246,375,000 หุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน。

กลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: มีแนวรับที่ 1426-1430 จุด หากรองรับอยู่ SET จะพอดีดขึ้นสลับได้บ้าง แต่แนวต้านระยะสั้นยังถูกจำกัดอยู่ที่ 1435-1440 จุด (รอข่าวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คาดหนุน SET ไม่ได้มากนัก) หรือการเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนแปลงบวกลบไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงเช้า ส่วนกรณีต่ำกว่า 1426 จุด มีแนวรับถัดไปที่ 1420 และ 1410 จุด ตามลำดับ กลยุทธ์ การเก็งกำไรเริ่มเสียเปรียบตามภาวะตลาด ดังนั้นเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้สูง ส่วนซื้อลงทุน รอก่อน ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณทางเทคนิค ได้แก่ AJP (รับ 12.50 ต้าน 13.60, Cut 12.00) และ NCH (รับ 1.82 ต้าน 1.20 Cut 1.94)การร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงานยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาด โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ดิ่งลง 1.1% หุ้นมาราธอน ปิโตรเลียม ร่วงลง 1.9% หุ้นเซาท์เวสเทิร์น เอนเนอร์จี ปรับตัวลง 2% และหุ้นคอนโซล เอนเนอร์จี ดิ่งลง 5.2%สำหรับปัจจุบัน เงินสดที่มีอยู่สามารถรองรับการดำเนินงานในปัจจุบัน ทั้งของNews และบริษัทในเครือไปได้ แต่ในตอนแรก เราอยากจะเตรียมไว้สำหรับการลงทุนเพื่อต่อยอดขยายธุรกิจ หรือเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจสื่อที่เรามีอยู่ โดยมีโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการเจรจาข้อสรุปรองรับอีก 2-3 โครงการ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนอีกพอสมควร แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ฯในปัจจุบัน ยังไม่เอื้อต่อการเพิ่มทุน จึงได้มีการเสนอให้เลื่อนการออกหุ้น PP ออกไปก่อน ซึ่งในระหว่างนี้การพิจารณา โครงการลงทุนต่างๆก็ยังคงเดินหน้าอยู่ และเมื่อได้ข้อสรุปที่แน่นอน ก็จะพิจารณาความเหมาะสมในการระดมทุนอีกครั้งหนึ่ง,บล.แอพเพิล เวลธ์ แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 5.30 บาท/หุ้น จากภาพรวมผลประกอบการที่จะกลับมา Turnaround ในปีนี้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกรออยู่จากโครงการ UHV เป็นโครงการเพิ่มมูลค่าน้ำมันเตาจะเริ่มเดินเครื่องช่วงสิ้นปี ซึ่งคาดว่าช่วยยกระดับฐานกำไรจากการดำเนินงานให้ดีขึ้นมากตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปอย่างไรก็ตาม หุ้นบีเอ็มดับเบิลยูได้รับแรงหนุนในระหว่างวัน หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBIT) พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ โดยมากกว่า 5 พันล้านยูโร (5.5 พันล้านดอลลาร์) เป็นครั้งแรกของบริษัท,สำหรับเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินลงทุนหรือร่วมทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมพลังงานขยะหรือพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโต และมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูง ซึ่งสามารถสร้างรายได้และเพิ่มผลกำไรให้แก่บริษัทได้ในอนาคต งบการเงิน Q2 ปี 55 1,081, ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงบ่ายนี้ จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ、stranded deep skills、สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ จำนวน 156 ล้านบาท นำไปขยายกำลังการผลิตและเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน เพื่อมีสภาพคล่องที่ดีต่อบริษัท เนื่องจาก PIMO มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องจากแผนขยายตลาดในการส่งออกเพิ่มขึ้น ประกอบกับการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน หรือโรดโชว์ 9 จังหวัด ทั้งชลบุรี ภูเก็ต นครราชสีมา ขอนแก่น นครสวรรค์ นครปฐม หาดใหญ่ เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) WICE ณ เวลา 10.49 น. ราคาอยู่ที่ 3.64 บาท บวก 0.38 บาท หรือ 11.66% สูงสุดที่ 3.72 บาท ต่ำสุดที่ 3.34 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 665.54 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.73% ซื้อ โดยมีเป้าหมายเก็งกำไรระยะสั้น 8.00 บาท และตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 7.15 บาทลักษณะธุรกิจ 1) ผลิตและจำหน่ายสวิตช์บอร์ดไฟฟ้า ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทภายใต้เครื่องหมายการค้า Asefa ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการออกแบบ และอุปกรณ์ภายในได้ตามความต้องการของลูกค้าและสวิตช์บอร์ดไฟฟ้าที่บริษัทได้รับลิขสิทธิ์จาก Schneider Electric Industries S.A. และ Socomec S.A.ซึ่งเป็นสวิตช์บอร์ดไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบเฉพาะแบบ (Type-Tested Switchboard) ซึ่งจะผลิตตามแบบและใช้อุปกรณ์ตามที่บริษัทผู้ให้ลิขสิทธิ์กำหนดในช่วงระหว่างปี 2558-2560 ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 12%-15% โดยปัจจัยที่ยังคงกดดันอัตราส่วนกำไรประกอบด้วยต้นทุนที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายการตลาด และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพื่อการเติบโตในธุรกิจของบริษัท ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนภาระหนี้ต่อโครงสร้างเงินทุน (รวมเงินกู้จากกิจการร่วมค้าตามสัดส่วน 51%) ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 50%-55% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า หรืออัตราส่วนภาระหนี้ (หักด้วยเงินสดในมือ) ต่อทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1-1.2 เท่าภาครวมตลาดภาคเช้า : ดัชนี SET ปิดบวก 1,437.60 (+5.44) กรอบ 1,433/1,442 เคลื่อนไหวแดนบวกด้วยแรงซื้อกลับกลุ่มพลังงานที่ขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ขึ้นได้ไม่มากเพราะมีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสื่อสาร ติดตามผลประชุมกนง.บ่ายวันนี้ หากคงอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ และมีหุ้น ASEFA เข้าเทรดวันแรก ส่วนฝั่งเอเชียปรับตัวขึ้นในการซื้อขายช่วงบ่ายวันนี้ ภายหลังจากที่มาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของจีนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.8 ใน ก.ค. สูงสุดรอบ 11 เดือน จากระดับ 51.8 ใน มิ.ย.บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคบริการของจีนมีการขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องของปริมาณธุรกิจใหม่ใน ก.ค. ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่มีการขยายตัวมากขึ้นในอัตราที่แข็งแกร่ง ,ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 8.07 พันล้านบาท หรือ 0.39 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1446% หรือ เกือบ 15 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 521.87 ล้านบาท หรือ 0.03 บาทต่อหุ้นด้านนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย มองโอกาสทั้งสองด้าน โดยคาดว่า กนง.จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% หรือมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะหากดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แม้ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันก็ถือว่าเหมาะสม และสามารถประคองเศรษฐกิจไทยได้แล้ว แต่สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังชะลออยู่และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำก็อาจจะมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.